
มาถึงคิวของหนุ่มสูงใหญ่ ล่ำบึกมีกล้ามเป็นมัด ๆ (และคาดว่ามันสมองคงมีกล้ามเนื้อด้วย) หน้าตาเอาเรื่อง เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อกันเสียให้ได้ ใครจะรู้บ้างว่าเขาคนนี้คือ เซอร์ว้านท์ของอิลิยาสาวน้อยหน้าตาใสซื่อ ใช่แล้ว เบอร์เซอร์เกอร์ เป็นอะไรที่ไม่มีคนอยากเข้าใกล้ แค่เห็นหน้าก็อยากรีบวิ่งหนีให้ไกลแล้วล่ะนะแถมยังเป็นตัวละครที่มีบทพูดน้อยมาก ๆแต่ก็จัดอยู่ในประเภท "พูดน้อยต่อยหนัก" นะขอบอก อาวุธประจำกายของเบอร์เซอร์เกอร์เป็นดาบขนาดใหญ่ (ความจริงน่าจะเรียกว่าแผ่นหิน ขนาดใหญ่มากกว่า)แม้ไม่ใช่อาวุธพิเศษในตำนานหรือมีอิทธิปาฏิหารย์ใด ๆ ก็ตาม แต่ในเมื่ออยู่ในมือของเบอร์เซอร์เกอร์แล้ว ดาบที่ดูหนักอึ้งกลับถูกพี่แกถือกวัดแกว่งไปมาอย่างกับเบา เซเบอร์กับอาเชอร์รู้ซึ่งถึงพลังการทำลายล้างมาแล้ว เห็นเอากระอักเลือดไปตาม ๆ กันเลยทีเดียว นอกจากนั้นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งอย่างกับเกราะเหล็กอาวุธทั่วไปแทบไม่ระคายเคลืองต่อผิวของเบอร์เซอร์เกอร์เสียด้วยซ้ำ คิดว่าเห็นตัวใหญ่แบบนี้คงช้าเป็นเต่าคลานใช่ไหมล่ะ ? ผิดแล้ว ! เบอร์เซอร์เกอร์สามารถเคลื่อนได้อย่างคล่องแคล่วผิดจากรูปร่างท่าทางอย่างมาก จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเป็นเซอร์ว้านท์ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริง ๆ
ตัวตนที่แท้จริง
เห็นท่าทางหนา ๆ ตัน ๆ แบบนี้ ตัวตนที่แท้จริงของเบอร์เซอร์เกอร์ค่อนข้างจะอาภัพเสียเล็กน้อย เรื่องราวมีอยู่ว่า กษัตริย์อีเล็กทไรออนแห่งอาร์กอส มีเจ้าหญิงอนักโซเป็นพระมเหสี ทั้งสองมีพระโอรสหลายคน และมีพระธิดาหนึ่งองค์ชื่อ เจ้าหญิงแอลค์มีนีทรงเป็นเจ้าหญิงที่มีความงามและผู้คนทั่วไปยกย่องในความดีของเธอ อยู่มาวันหนึ่งเมืองอาร์กอสถูกชาวเทเลบวนรุกราน เหล่าพระโอรสต่างออกรบเพื่อปกป้องบ้านเมือง แต่น่าเศร้าที่พวกเขากลับต้องจบชีวิตลงเกือบหมดกษัตริย์อีเล็กทไรออนจึงขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าชายแอมฟิทไรออนของเมืองทีบส์ให้มาช่วยรบที โดยสัญญาว่าถ้าชนะจะยกเจ้าหญิงแอลค์มีนีผู้เลอโฉมให้ เจอข้อเสนอแบบนี้เข้ามีรีเจ้าชายแอมฟิทไรออนจะปฏิเสธ ว่าแล้วเจ้าชายก็แต่งทัพออกรบกับเหล่าผู้รุกราน แต่ช้าแต่ ระหว่างที่เจ้าชายแอมฟิทไรออนออกไปรบทัพจับศึกหมายเอาชนะใจว่าที่พ่อตานั้นเอง มหาเทพซุสได้แปลงกายสวมรอยมาเป็นเจ้าชายแอมฟิทไรออนและเข้ามาสมสู่กับเจ้าหญิงแอลค์มีนีซะงั้น !ด้วยเหตุนี้เองภายหลังเจ้าหญิงแอมฟิทไรออนได้ให้กำเนิดพระโอรสแฝดเป็นพระโอรสที่เกิดจากเจ้าชายแอมฟิทไรออนมีชื่อว่า เจ้าชายอิฟฟิคลิส ส่วนพระโอรสที่เกิดจากมหาเทพซุสมีชื่อว่า "เฮอร์คิวลิส"
เฮอร์คิวลิสได้เล่าเรียนกับ ราดะแมนทัส ผู้เป็นอาจารย์ด้านวิทยาการและคุณธรรม ไครอน ผู้เป็นอาจารย์สอนพลศึกษาและการกีฬา และ ลินัส ผู้เป็นอาจารย์สอนวิชาดนตรี เฮอร์คิวลิสชอบวิชามวยปล้ำและการผจญถัยมากกว่าเรื่องดนตรีเป็นไหน ๆ ทำให้ลินัสรู้สึกไม่พอใจที่เห็นลูกศิษย์ทำอะไรก็ไม่ยอมทำ โดดเรียนวิชาบ่อย ๆ ก็เลยเรียกเฮอร์คิวลิสมาตำหนิ แต่ตำหนิอีท่าไหนไม่ทราบ ดันไปแทงใจดำเฮอร์คิวลิสเข้าให้ จนเขารู้สึกโกรธ และใช้พิณฟาดใส่ศรีษะลินัสด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่ถึงเป็นอารมณ์ชั่ววูบก็ตามที ด้วยเพราะเขาเป็นลูกครึ่ง (ครึ่งมนุษย์ ครึ่งเทพ) จึงทำให้มีพละกำลังเหนือคนธรรมดา จึงทำให้การฟาดครั้งนี้เล่นเอาลินัสเสียชีวิตไปเลย ทำให้เฮอร์คิวลิสถูกขับไล่ออกจากวังไปทำหน้าที่เลี้ยงแกะ ณ ภูเขาแห่งหนึ่ง แน่นอนว่าการเลี้ยงแกะไม่ใช่นั่งดูฝูงแกะแทะเล็มหญ้าเพียงอย่างเดียว ต้องคอยขับไล่พวกหมาป่าที่จะเข้ามากินแกะ รวมถึงสัตว์ร้ายอื่น ๆ ด้วย ถ้าอย่างนั้นเฮอร์คิวลิสทำอะไรระหว่างเลี้ยงแกะ ? นั่งคิดว่าจะวิ่งเข้าไปในเมืองแล้วบอกว่ามีหมาป่ามากินฝูงแกะทั้งที่ไม่จริงเลยแม้แต่น้อยรึ ? ไม่หรอก เขาจัดการปราบเหล่าหมาป่าและสัตว์ร้ายแม้แต่สิงโตด้วยมือเปล่าซะงั้น ! (อะไรมันจะบ้าพลังปานนั้น) ด้วยเหตุนี้เองทำให้ไม่มีสัตว์ร้ายเข้ามาย่างกรายเมืองทีบส์ กษัตริย์แห่งเมืองทีบส์จึงยกพระธิดาให้เป็นชายาเสียเลย
แต่เป็นลูกครึ่งเทพใช่ว่าจะดีเสมอไป โดยเฉพาะกับ "เจ้าชู้เทพ" อย่างมหาเทพซุส สำหรับคนที่ติดตามตำนานกรีก คงทราบดีอยู่แล้วว่า มหาเทพซุสนั้นคาซาโนว่ายังเป็นเพียงฝุ่นผงเมื่อมาเทียบกับรัศมีของท่าน เรียกได้ว่าหญิงงามคนนั้นบนพื้นพิภพล้วนแต่เสร็จท่านทั้งนั้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ มหาเทพซุสมีพระมเหสีเอกที่เฮียบสุด ๆ อย่าง พระนางเฮรา หากพระนางรู้ว่าองค์เทพซุสไปยุ่งกับหญิงคนใดล่ะก็จะคอยตามไปราวีทุกราย โชคดีที่สุดคือให้นางจัดการฆ่าซะ แต่โชคร้ายตรงที่นางจะตามราวีไปเรื่อย ๆ จนไปถึงลูกหลานนี้สิ เฮอร์คิวลิสก็ไม่เป็นข้อยกเว้น พระนางเฮราเคยปล่อยงูยักษ์เข้าไปสังหารเฮอร์คิวลิสในวัยแค่ 8 เดือน แต่อาศัยพลัง "พ่อให้มา" จัดการบีบคองูยักษ์จนตายคามือได้ แต่พระนางไม่ยอมปล่อยเฮอร์คิวลิสไปง่าย ๆ ว่าแล้วจัดการเสกให้เขาเกิดอาการคลุ้มคลั่งควบคุมสติไม่ได้ จนกระทั้งลงมือฆ่าภรรยาและลูก ๆ ของตัวเองเสียชีวิตจนหมด และเมื่อได้สติคืนกลับมา เฮอร์คิวลิสรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไปและหมายคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ได้ถูกเจ้าชายทีซีอุสซึ่งเป็นพระสหายห้ามเอาไว้ได้ทัน และแนะนำให้เขาไปยังวิหารเดลฟีของเทพอะพอลโล เพื่อของวิธีไถ่บาปจากสิ่งที่เฮอร์คิวลิสได้ก่อเอาไว้ และคำตอบที่ได้รับก็คือ เฮอร์คิวลิสต้องไปเป็นทาสรับใช้กษัตริย์ยูริสทูส ผู้เป็นญาติสนิทเป็นเวลา 10 ปี และนี้เองเป็นที่มาของวีรกรรมภารกิจสุดหิน 12 ประการ "The Twelve Labours of Hercules" อันเป็นตำนานที่เลืองลือของเฮอร์คิวลิส
เมื่อเฮอร์คิวลิสปฏิบัติภารกิจสุดหินได้ครบหมดแล้ว เขาก็ได้คำแซ่ซ้องสรรเสริญจากเหล่าเทพและหมู่มวลมนุษย์ ว่าเป็นวีรบุรุษผู้ทรงพลังแข็งแกร่งและกล้าหาญ งานนี้ทำเอามหาเทพซุสยึดอกอย่างเต็มที่ประมาณว่า "ลูกผม" แต่พระนางเฮราเกิดอาการไม่ปลื้มและยังคงตามจ้องล้างจ้องผลาญไม่เลิก นางจัดการเสกให้เฮอร์คิวลิสเกิดอาการคลั่งอีกรอบ คราวนี้หนักกว่าครั้งแรกเป็นสองเท่า แบบฆ่าและทำร้ายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า จนมีผู้คนล้มตายเป็นเบือ งานนี้มหาเทพซุสจึงต้องยื่นมือลงมาช่วยบ้างแล้ว พระองค์ทรงให้เฮอร์คิวลิสไปเป็นทาสรับใช้ราชินีออมเฟลิแห่งลีเดีย เป็นเวลา 3 ปี แต่ต้องทำภารกิจสุดหินอีกหรือเปล่า ? ขอบอกเลยว่าคราวนี้สุดหินกว่า 12 ภารกิจเป็นหลายร้อนเท่า ก็ราชินีแห่งลิเดียเล่นให้เฮอร์คิวลิสแต่งเป็นผู้หญิงเสียนี้ (o_O) กรุณาอย่าพึ่งมองรูปข้าง ๆ แล้วจินตราการนะ เดี๋ยวจะคายของเก่าออกมาเสียเปล่า ๆ ไม่ใช่แต่งหญิงธรรมดานะ ราชีนิออมเฟลิยังให้เฮอร์คิวลิสทำงานปั่นฝ้ายเย็บผ้า ร้อยพวงมาลัยดอกไม้ (คิดได้ไงเนี่ย) แต่นั้นก็ทำให้เฮอร์คิวลิสมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น (ส่วนจะมีอาการ "แอ๊บแมน" หรือเปล่านั้น อันนี้ตำนานไม่ได้บอกจึงขอละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกันนะ)
วาระสุดท้ายของเฮอร์คิวลิส เกิดจากากรที่เขาทำสงครามกับกษัตริย์ยูริทัสแห่งเมืองอีเคเลีย เนื่องจากพระองค์เคยสัญญากับเฮอร์คิวลิสว่าจะยกพระธิดา คือ เจ้าหญิงไอโอลีให้เป็นชายา แต่ภายหลังกลับบิดพลิ้ว ด้วยเหตุนี้ เฮอร์คิวลิสจึงยกกองทัพมาชิงเสียดื้อ ๆ ซะงั้น เขาสังหารกษัตริย์ยูริทัสได้ และบังคับให้เจ้าหญิงไอโอลีเดินทางกลับไปกับเขาเพื่อทำพิธีแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว แต่ตอนนั้นเฮอร์คิวลิสมีชายาอยู่แล้วชื่อ เจ้าหญิงไดอันนิรา (เลือดของมหาเทพซุสนี้เข้มจริง ๆ นะ) พระนางเกรงว่าเฮอร์คิวลิสจะรับเจ้าหญิงไอโอลีมากกว่าตนเอง ขณะเดียวกันเฮอร์คิวลิสยังอยู่ที่เมืองอีเคเลียเพื่อจัดการพวกคลื่นใต้น้ำและจัดการให้เกิดความสงบขึ้นในเมือง และได้สร้างแท่นบูชามหาเทพซุสขึ้น ณ ยอดภูเขาอีทา แล้วเฮอร์คิวลิสได้สั่งให้ทหารขอเสื้อผ้าที่ดีที่สุดจากเจ้าหญิงไดอันนิราเพื่อใช้ในพิธีบูชาองค์จตุฯคาม เอ๋ย ! พิธีบูชามหาเทพซุส ซึ่งก็เข้าทางเจ้าหญิงไดอันนิราพอดี ในเมื่อสามีคิดนอกจากตัวเองล่ะก็ อย่าอยู่เสียเลย ! ว่าแล้วพระนางก็จัดการส่งเสื้อที่มีเลือดของงูไฮดรา ซึ่งเลือดของมันนั้นว่ากันว่าสามารถฆ่าได้แม้กระทั้งเทพและเป็นงูที่เฮอร์คิวลิสสังหารมากับมือ เมื่อเฮอร์คิวลิสสวมเสื้อดังกล่าวก็รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัวและคิดว่าตัวเองไม่รอดอย่างแน่นอน จึงส่งคันศรกับลูกธนูพิษให้เจ้าชายฟิลอกทีทิส ผู้เป็นสหาย และสั่งให้ทหารสร้างเชิงตะกอนแล้วขึ้นไปนอนเพื่อจะเผาตนเอง แต่ร่างกายของเฮอร์คิวลิสนั้นไม่ใช่ธรรมดา ไฟทั่วไปย่อมไม่กินผิวกายแน่นอน ดังนั้น มหาเทพซุสจึงเสกเพลิงทิพย์เพื่อเผาร่างเขา แต่ร่างของเฮอร์คิวลิสกลับลอยขึ้นไปสู่วิมานโอลิมปัสซึ่งเป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพ และทำให้เฮอร์คิวลิสกลายเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งไปเลย
Noble Phantasm
มีทั้งดาบยักษ์ ทั้งร่างกายหนาแบบที่แรดยังเรียกพี่ ช้างยังเรียกป๋า เบอร์เซอร์เกอร์ยังจะมีท่าไม้ตายอะไรอีก ? แบบนี้มันจะเก่งเทพเกินไปหรือเปล่าถึงกระนั้นหากเจอท่าไม้ตาย "Excalibur" ของเซเบอร์เข้าล่ะก็มีสิทธิม้วยได้เหมือนกัน และท่าไม้ตายนี้เองทำให้เบอร์เซอร์เกอร์น่ากลัวยิ่งขึ้น นั้นก็คือ "GodHand" (คนละอย่างกับ Berserk นะ) เป็นความสามารถพิเศษที่ทำให้เบอร์เซอร์เกอร์มีชีวิตถึง 12 ชีวิต โอ้ ! แม่เจ้า ! แค่ชีวิตเดียวก็หินสุด ๆ แล้วนะเนี่ย และหากคิดจะล้มเบอร์เซอร์เกอร์ล่ะก็ต้องสังหารถึง 12ครั้งทีเดียว โดยจำนวนดังกล่าวนั้นมาจาก ภารกิจสุดหินทั้ง 12 ประการนั้นแหละ ซึ่งมีภารกิจดังนี้
1. สังหารอสุรกายราชสีห์นีเมียน
2. สังหารอสุรกายงู 9 หัว ไฮดรา
3. สังหารหมูป่าเขี้ยวดาบแห่งเขาอีริแมนทัส
4. ปราบนกยักษ์กินคนแห่งทะเลสาปสติมฟาเลียน
5. จับกวางเขาทองคำแห่งซีไรเนีย
6. ล้างคอกปศุสัตว์ออเจียส
7. ไปเอาเข็มขัดทองคำของฮิปโปลิตา ราชินีแห่งอะเมซอน
8. จับม้ากินเนื้อคนแห่งแคว้นเทรช
9. จับวัวที่หายใจเป็นไฟบนเกาะครีต
10. ไปต้อนฝูงวัวของอมนุษย์เกเรียน แห่งเกาะเออรเธีย
11. ค้นหาอุทยานเฮสเปริดิส และแอปเปิ้ลทองคำ
12. จับสุนัขอสุรกายเซอร์เบรัสที่เฝ้าประตูยมโลก
คำจำกัดความของตัวละคร
"บักอึดตายยาก" จอร์น แม็คเคย์ แค่ "Die Hard 4.0" ลองมาเจอเบอร์เซอร์เกอร์แบบ "Die Hard 12.0" เข้ามีหวังคงจะอวสานแน่นอน เป็นเซอร์ว้านท์ที่ตายยากตายเย็นและอึดเสียจริง โดนเสียบ โดนแทง โดนฟันจนถึงระเบิดหัวเป็นจุลก็แล้วยังไม่ตายอีก และเป็นตัวละครที่บทพูดน้อยที่สุดในเรื่องก็ว่าได้ ตลอดเวลาที่โผล่ออกมาพี่แกเล่นไม่พูดอะไรเลย มาถึงก็ไล่ฟันดะไปทั่วและคำรามขู่ตอนแรกคิดว่าคงเป็นตัวละครใบ้ ที่ไหนได้กลับพูดเอาตอนตัวเองกำลังจะตายซะงั้น โดยพูดตอนที่ดาบของเซเบอร์เสียบทะลุพุงกะทิ แถมพูดเพียงแค่สองประโยคว่า "นั้นคือดาบของเจ้ารึ เซเบอร์" กับ "อย่างไงซะ มันเป็นแค่ดาบมายาที่ชายคนนั้นสร้างขึ้น เป็นดาบที่ไม่น่าปรากฏออกมาเป็นครั้งที่สอง แต่ว่าประมาทภาพมายานั้นไม่ได้ ไม่นึกเลยว่าแม้การจู่โจมครั้งเดียวก็ทำลายร่างนี้ไปถึงเจ็ดครั้ง" แล้วหลังจากนั้นร่างของเบอร์เซอร์เกอร์ก็ค่อย ๆ เลือนหายไป